1. ขั้นการฝึกอบรม
เริ่มปฎิบัติเมื่อหน่วยรับพลได้ดำเนินกรรมวิธีรับพลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปกติคือ วัน ต. + 21 และให้ปฏิบัติถึงวันก่อนวันปลดปล่อยพล 1 วัน

2. งานของหน่วยวางแผนการเรียกพล
2.1 ควบคุมกำกับดูแล และ/หรือ ประสานงานกับหน่วยที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติตามระเบียบและนโยบายที่กำหนด
2.2 จัดกรรมการควบคุมการฝึกอบรม ไปปฏิบัติหน้าที่ ณ หน่วยเรียกพลตลอดห้วงการฝึกอบรม โดยมีหน้าที่ประสานงาน กำกับดูแลหน่วยรับพล ให้ปฏิบัติตามแผนการเรียกพล
2.3 จัดเจ้าหน้าที่วางแผนการเรียกพล ไปบรรยายสิทธิและหน้าที่ของกำลังพลสำรองที่มีต่อประเทศชาติ
2.4 จัดเจ้าหน้าที่วางแผนการเรียกพล ไปสังเกตการณ์การปฏิบัติของหน่วยรับพล เพื่อให้ทราบผลการดำเนินการ และปัญหาข้อขัดข้องของหน่วย เพื่อจะได้นำมาปรับปรุงการเรียกพลในครั้งต่อไป
2.5 วางแผนการตรวจเยี่ยมของผู้บังคับบัญชาชั้นสูง และนายทหารชั้นผู้ใหญ่

3. งานของหน่วยเรียกพล
3.1 แก้ไขบัญชี ตพ.๒ และ ตพ.๓ ให้ทันสมัย
3.2 เตรียมหนังสือรับรองการปฏิบัติราชการทหาร และการเบิกจ่ายเงิน (ตพ.21) ให้แก่กำลังพลสำรองที่ทำงานในส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ
3.3 เตรียมหนังสือ ขอความร่วมมือในการจ่ายเงินเดือน หรือค่าจ่าง (ตพ.22) ให้แก่กำลังพลสำรองที่ทำงานในภาพเอกชน
3.4 เตรียมใบประกาศเกียรติคุณ (ตพ.23) ให้แก่กำลังพลสำรองทุกนายที่เข้ารับการเรียกพล โดยประสานกับหน่วยรับพล
3.5 กำหนดหน้าที่ให้กำลังพลสำรอง โดยประทับตราบันทึก (ตพ.๒๕) ในสมุดประจำตัวทหารกองหนุนประเภทที่ 1 และหนังสือสำคัญ (แบบ สด.8) หรือใบสำคัญทหารกองเกินและใบสำคัญทหารกองหนุนประเภทที่ 2 (แบบ สด.9)
3.6 เตรียมสิ่งของและเอกสารต่าง ๆ ของทางราชการที่จะมอบให้กำลังพลสำรอง
3.7 เตรียมการเลื่อนยศให้กำลังพลสำรอง ประเภท นายทหารสัญญาบัตร และนายทหารประทวนที่เข้ารับการเรียกพล โดยปฏิบัติตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมและคำสั่งกองทัพบกที่กำหนด
3.8 เตรียมการในเรื่องเงินตอบแทนเงินเดือนกำลังพลสำรอง โดยปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนด
3.9 เตรียมการในเรื่องค่าพาหนะเหมาจ่ายในเที่ยวกลับและค่าเช่าที่พักสำหรับกำลังพลสำรองที่มีสิทธิจะได้รับ
3.10 ดำเนินการต่อกำลังพลสำรองที่ขาดการเรียกพลภายใน 7 วัน หลังจากวันกำหนดให้รายงานตัว ดังนี้.-
3.10.1 กำลังพลสำรอง ประเภทนายทหารสัญญาบัตรที่ขาดการเรียกพล ให้เป็นหน้าที่ของ ผบ.หน่วยเรียกพล (ผบ.จทบ.) ดำเนินคดีในข้อหาขัดขืนหรือละเลยต่อคำสั่งผู้บังคับบัญชา ตามมาตรา 30 แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร เนื่องจากเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร
3.10.2 กำลังพลสำรองประเภทนายทหารประทวนและพลทหารที่ขาดการเรียกพล ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ปกครองท้องที่จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 โดยให้หน่วยเรียกพลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้.-
3.10.2.1 ให้หน่วยเรียกพลส่งรายชื่อกำลังพลสำรองพร้อมทั้งสำเนาหลักฐานการเรียกพล ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องภายใน ๗ วัน หลังจากวันกำหนดให้มารายงานตัว เพื่อดำเนินคดีในข้อหาหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนการเรียกพล ตามมาตรา 46 หรือ มาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 แล้วแต่กรณี สำหรับกำลังพลสำรองที่ไปอยู่ตางท้องที่ในอำเภอเดียวกัน หรือต่างอำเภอเกินกว่า 30 วัน โดยมิได้แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่ ให้หน่วยเรียกพลแจ้งดำเนินคดีตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 เพิ่มอีกกระทงหนึ่งด้วย
3.10.2.2 ให้สัสดีจังหวัดดำเนินการแยกเรื่องตามข้อ 3.10.2.1 แล้วส่งไปยังอำเภอภูมิลำเนาทหาร ภายใน 7 วัน หลังจากรับเรื่องจากหน่วยเรียกพล
3.10.2.3 ให้สัสดีอำเภอ/กิ่งอำเภอ เป็นผู้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน (แทนนายอำเภอซึ่งเป็นผู้ลงนามในเอกสารการเรียกพล)
3.10.2.4 ให้เจ้าหน้าที่สายงานสัสดี , หน่วยเรียกพล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประสานการปฏิบัติพนักงานสอบสวน เพื่อให้สามารถติดตามตัวกำลังพลสำรองดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
3.10.2.5 ให้หน่วยเรียกพลเสนอบัญชีรายชื่อกำลังพลสำรองที่ขาดการเรียกพล พร้อมด้วยการปฏิบัติโดยสรุปถึง ทบ. ภายใน 15 วัน หลังจากวันกำหนดให้รายงานตัวและให้รายงานผลการกำเนินคดีดังกล่าวโดยต่อเนื่องจนคดีถึงที่สุด

4. งานของหน่วยรับพล
4.1 พิธีเปิดการฝึกและต้อนรับกำลังพลสำรอง
4.2 ดำเนินการฝึกอบรมกำลังพลสำรองให้เป็นไปตามระเบียบหลักสูตรและนโยบายที่กำหนดไว้
4.3 เตรียมการเลื่อนยศให้กำลังพลสำรอง ประเภทนายทหารสัญญาบัตรและนายทหารประทวน ที่เข้ารับการเรียกพล โดยปฏิบัติตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม และคำสั่งกองทัพบกที่กำหนดไว้
4.4 ปรับบัญชีบรรจุกำลัง แล้วส่งข้อมูลให้หน่วยเรียกพล เพื่อกำหนดหน้าที่และแก้ไขในบัญชี ตพ.2 และ ตพ.3
4.5 ส่งใบรับรองผลการฝึกสำหรับกำลังพลสำรอง ที่มีสิทธิในการเลื่อนยศให้แก่หน่วยเรียกพลหรือหน่วยที่เกี่ยวข้อง
4.6 พิธีเปิดการฝึก โดยจัดให้มีการประชุมสรุปผลการฝึก
4.7 ในการระดมพล หลังจากหน่วยรับพล ได้ดำเนินการฝึกอบรมกำลังพลสำรอง เสร็จสิ้นตามแผนแล้ว อาจใช้หน่วยกำลังพลสำรองปฏิบัติภารกิจตามแผนป้องกันประเทศ ซึ่งไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน